วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ใบงานที่ 2

ตัวอย่างโครงงาน
⧪ ชื่อโครงงาน
       ➤สื่อเพื่อการศึกษาอาเซียน

⧪  ประเภทของโครงงาน 
       ➤ โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)

⧪  ความเป็นมาของโครงงาน
       ➤ ในยุคโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบันนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับการรวมตัวกันในภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ อาเซียนจึงต้องปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้
            เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงกำหนดให้มีการสร้างประชาคมอาเซียนขึ้นมาที่ประกอบไปด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ภายในปี 2563 ซึ่งต่อมาได้เลื่อนกำหนดเวลาสำหรับการรวมตัวกันให้เร็วขึ้นเป็นปี 2558 ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนที่ส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง วัฒนธรรม และ ความมั่นคง จึงสร้างโครงงานนี้มาเพื่อเป็นสื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนได้เข้าใจและเห็นความสำคัญของประชาคมอาเซียน


⧪ ผลของโครงงาน
     ➤ การดำเนินงานโครงงานนี้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ คือ เพื่อเป็นสื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน สื่อเพื่อการศึกษาอาเซียน เป็นสื่อวีดีทัศน์นำเสนอผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต www.youtupe.com ที่มีทั้งภาพและเสียงสร้างความสนใจช่วยพัฒนาให้ความรู้ของผู้ชม มีความเข้าใจ เห็นความสำคัญของประชาคมอาเซียนที่จะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทย สื่อวีดีทัศน์เพื่อการศึกษาอาเซียน จึงเป็นสื่อที่มีประโยชน์ เป็นการนาซอฟต์แวร์มาพัฒนาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์

⧪ ประโยชน์ของโครงงาน
      ➤ให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนได้เข้าใจ
      ➤ทำให้ผู้ที่มาศึกษาได้เห็นความสาคัญของประชาคมอาเซียนมากขึ้น


วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ใบงานที่1 ประเภทของโครงงาน

1. ความหมายของโครงงาน
ตอบ โครงงาน หมายถึง กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้ทำการศึกษาค้นคว้าและฝึกปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ หรือหลายๆสิ่งที่อยากรู้คำตอบให้ลึกซึ้ง เรียนรู้ในเรื่องนั้นๆให้มากขึ้นโดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือกระบวนการอื่นๆไปใช้ในการศึกษาหาคำตอบ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ การเลือกหัวข้อที่จะศึกษา ค้นคว้า ดำเนินงานตามแผน กำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน  และการนำเสนอผลงาน 

2.โครงงานคอมพิวเตอร์หมายถึงอะไร
ตอบ โครงงานคอมพิวเตอร์ เป็นกิจกรรมการเรียนที่นักเรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนสนใจ โดยนักเรียนจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรม หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องหรือ กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้ทำการศึกษาค้นคว้าและฝึกปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ 

 3. ประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์ มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
ตอบ  โครงงานคอมพิวเตอร์มี 5ประเภท ได้แก่

1.โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)
 ➤    เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนี้ ถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบ Online ให้นักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้
     โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม วิชาชีพอื่น ๆ ฯลฯ โดยนักเรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่นักเรียนทั่วไปที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสอนวิธีการใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล โปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่าง ๆ
         
2.โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
  ➤   เป็นโครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือมาใช้ช่วยสร้างงานประยุกต์ต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นในรูปซอฟต์แวร์ ตัวอย่างของเครื่องมือช่วยงาน เช่น ซอฟต์แวร์วาดรูป ซอฟต์แวร์พิมพ์งาน ซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับซอฟต์แวร์เพื่อการพิมพ์งานนั้นสร้างขึ้นเป็นโปรแกรมประมวลผลภาษา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้เราใช้งานในงานพิมพ์ต่าง ๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งรูปที่ได้สามารถนำไปใช้งานต่าง ๆ ได้มากมาย สำหรับซอฟต์แวร์ช่วยในการมองวัตถุในมุมต่าง ๆ ใช้สำหรับช่วยในการออกแบบสิ่งของต่าง ๆ เช่น โปรแกรมประเภท 3D
         
3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)
  ➤   เป็นโครงงานใช้คอมพิวเตอร์ในการจำลองการทดลองของสาขาต่าง ๆ เป็นโครงงานที่ผู้ทำต้องศึกษารวบรวมความรู้ หลักการ ข้อเท็จจริงและแนวความคิดต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งในเรื่องที่ต้องการศึกษา แล้วเสนอเป็นแนวคิด แบบจำลอง หลักการ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสมการ สูตร หรือคำอธิบายก็ได้ พร้อมทั้งนำเสนอวิธีการจำลองทฤษฎีด้วยคอมพิวเตอร์ การทำโครงงานประเภทนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่ผู้ทำต้องมีความรู้เรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี ตัวอย่าง เช่น การทดลองเรื่องการไหลของเหลว การทดลองเรื่องพฤติกรรมของปลาอโรวาน่า ทฤษฎีการแบ่งแยกดีเอ็นเอ เป็นต้น

4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน(Application)
  ➤   เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างผลงานเพื่อประยุกต์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบและตกแต่งอาคาร ซอฟต์แวร์สำหรับการผสมสี ซอฟต์แวร์สำหรับการระบุคนร้าย เป็นต้น โครงงานงานประเภทนี้จะมีการประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสร้างใหม่หรือปรับปรุงดัดแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได้ โครงงานลักษณะนี้จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ก่อน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการออกแบบ และพัฒนาสิ่งของนั้น ๆ ต่อจากนั้นต้องมีการทดสอบการทำงานหรือทดสอบคุณภาพของสิ่งประดิษฐ์แล้วปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ โครงงานประเภทนี้นักเรียนต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ภาษาโปรแกรม และเครื่องมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาจใช้วิธีทางวิศวกรรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในการพัฒนาด้วย

5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)

  ➤   เป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเพื่อความรู้ และ/หรือ ความเพลิดเพลิน เช่น เกมหมากรุก เกมหมากฮอส เกมการคำนวณเลข ซึ่งเกมที่พัฒนาขึ้นนี้น่าจะเน้นให้เป็นเกมที่ไม่รุนแรง เน้นการใช้สมองเพื่อฝึกคิดอย่างมีหลักการ โครงงานประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะและกฎเกณฑ์การเล่น เพื่อให้น่าสนใจเก่ผู้เล่น พร้อมทั้งให้ความรู้สอดแทรกไปด้วย ผู้พัฒนาควรจะได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเกมต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปและนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้ป็นเกมที่แปลกใหม่ และน่าสนใจแก่ผู้เล่นกลุ่มต่าง ๆ






วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562

-- สับปะรดกวน แปรรูปสับปะรดให้มีประโยชน์ --


⧭ประโยชน์ของสับปะรด⧭

เนื่องจากสับปะรดเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน จึงอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ อีกทั้งเนื้อสีเหลืองยังมีเส้นใยมาก มีวิตามินซีที่ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากมีกากใยมาก แถมยังมีเอนไซม์ตามธรรมชาติที่ชื่อว่า "บรอมีเลน" ที่เข้าไปเพิ่มการย่อยอาหารทั้งสภาพกรดและด่าง เหมาะสำหรับการรับประทานหลังอาหาร เพื่อช่วยการทำงานของกระเพาะได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น ป้องกันการเกิดมะเร็ง เพราะอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน และเอนไซม์ดังกล่าวยังช่วยยับยั้งการอักเสบ ผู้คนโบราณจึงมักนำเอาสับปะรดมาใช้เพื่อการรักษาโรคผิวหนังและบาดแผลต่างๆ
การแปรรูปสับปะรด (การกวนสับปะรด)

➽ สับปะรดกวน เป็นเมนูที่นำสับปะรด มาแปรรูปด้วยการกวน จะได้สับปะรดกวน ที่มีรสชาติหอมหวานอร่อย เหนียวหนืดๆ ถ้าเรามีสับปะรดเยอะมากๆ กินไม่ทัน เราก็นำมากวนแล้ว สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน และนำไปประกอบอาหารเมนูต่างๆ ได้อีกหลายเมนู

⧭ส่วนผสม สับปะรดกวน⧭

     • เนื้อสับปะรด 1 กิโลกรัม (ใช้ได้ทั้งสับปะรดสดและสับปะรดกระป๋อง)
     • น้ำตาลทราย 300 กรัม
     • กลูโคสไซรัป 1 ช้อนโต๊ะ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)



⧭วิธีทำสับปะรด⧭     1. สับนื้อสับปะรดไปเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือนำไปปั่นด้วยเครื่องปั่นให้พอหยาบ ๆ 
     2. เทเนื้อสับปะรดที่ปั่นแล้วใส่ลงในกระทะเทฟลอน (หรือกระทะทองเหลือง) นำขึ้นตั้งไฟกลางอ่อน กวนไปเรื่อย ๆ รอจนส่วนผสมเริ่มเดือด
     3. ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลายเข้ากัน กวนไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมเริ่มแห้ง ประมาณ 1 ชั่วโมง เนื้อสับปะรดกวนจะเริ่มใส มีสีเข้มขึ้น และเหนียว จากนั้นปิดไฟพักไว้จนเย็นก่อนนำใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด
อ้างอิง: https://cooking.kapook.com/view174573.html

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

สรุปคำสั่งhtml [2]

ใบงาน สรุปคำสั่งHTML [2]

1. การใส่ภาพ
<IMG SRC="ที่อยู่/ชื่อ">

เช่น <IMG SRC="http://www..../test.jpg">
นอกจากนี้ยังสามารถจัดตำแหน่งต่างๆโดยใช้ ALIGN เช่น

<IMG SRC="TEST>JPG" ALIGN=baseline> 

โดยมีการกำหนดค่าของ ALIGN ดังนี้

  • LEFT → ไว้ทางซ้าย RIGHT ไว้ทางขวา
  • TOP → ขอบบนของรูปภาพจะอยู่ในแนวเดียวกับจุดสูงสุดของอักษรหรือรูปภาพที่อยู่บรรทัดเดียวกัน
  • TEXTTOP → ขอบบนของรูปภาพจะอยู่ในแนวเดียวกับจุดสูงสุดของอักษร
  • MIDDLE → จุดกึงกลางของภาพจะอยู่กลางความสูงอักษร
  • ABSMIDDLE → จัดตำแหน่งข้อความเฉพาะที่อยู่ในแนวเดียวกันกับภาพให้ตรงกับจุดกึงกลางของอักษร
  • BASELINE → ขอบล่างสุดจะตรงกับ baseline ของอักษร
  • BOTTOM → เหมือนกับ baseline
  • ABSBOTTOM → ขอบล่างสุดอยู่ในแนวต่ำสุดของอักษร

2. การแปลงข้อความให้เป็นลิงก์

<A HREF="http://...."> ข้อความ </A>

3. การแปลงภาพให้เป็นลิงก์

<A HREF="http://...."> <IMG SRC="...."></A>


4. คำสั่งสร้างตาราง
<TABLE>
<TR>
<TD> ข้อมูลแถวที่ 1 คอลัมน์ที่ 1 </TD>
<TD> ข้อมูลแถวที่ 1 คอลัมน์ที่ 2 </TD>
</TR>
<TR>
<TD> ข้อมูลแถวที่ 2 คอลัมน์ที่ 1 </TD>
<TD> ข้อมูลแถวที่ 2 คอลัมน์ที่ 2 </TD>
</TR> </TABLE>

5. เพิ่ม BGCOLOR 

ใน <TABLE> , <TR> , <TD> ใช้กำหนดสีพื้นหลังของตาราง

6. เพิ่ม BORDERCOLOR 

ใน <TABLE> , <TR> , <TD> เพื่อกำหนดสีของขอบตาราง

7. เพิ่ม BACKGROUND 

ใน <TABLE> , <TR> , <TD> เพื่อกำหนดภาพพื้นหลังของตาราง  เช่น

<BODY TEXT=WHITE>
<TABLE BORDER=10 BGCOLOR=BLACK BORDERCOLOR=RED>
<TR BACKGROUND="AAA.JPG">

ข้อควรระวัง ในเว็บเบราเซอร์บางตัวอาจไม่แสดงผลในบางคำสั่งเช่น แสดงใน Netscape Navigator แต่ไม่แสดงใน Microsoft Internet Explorer บางรุ่นเป็นต้น

8. กำหนดจุดเชื่อมชื่อ news ส่วน "a name" คือตำแหน่งที่ลิงค์ไป (เอกสารเดียวกัน)

<a href ="#news"> Hot News </a> , <a name ="news"> 

9.  สร้างลิงค์ไปยังเอกสารชื่อ "news.html"

<a href ="news.html"> Hot News </a> 

10. การใช Stylesheet  กําหนด สีของLink
โดยกําหนดแท็ก<STYLE> และแท็กอื่นๆดานลางนี้ไวภายในแท็ก <HEAD> 

<STYLE type="text/css">
<!—
A:link { color:white }
A:visited { color:yellow }
A:hover { color:RED }
A:active { color:green }
-->
</STYLE>

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

สรุปคำสั่ง HTML

สรุปคำสั่ง HTML


⦽คำสั่งพื้นฐาน⦽

🔻<br>  ⇛    คำสั่งขึ้นบรรทัดใหม่
🔺<p> ....... </p>      ⇛       คำสั่งย่อหน้าใหม่
🔻<hr width = "50%" size = "3">  ⇛   คำสั่ง ตีเส้น, กำหนดขนาดเส้น
🔺 &nbsp;  ⇛  คำสั่ง เพิ่มช่องว่าง
🔻<CENTER> ...... </CENTER>   ⇛    คำสั่งจัดให้ข้อความอยู่กึ่งกลาง
🔺<HTML> </HTML>      ⇛     คำสั่ง <HTML> คือคำสั่งเริ่มต้นในการเขียนโปรแกรม HTML และมี
                                               คำสั่ง</HTML> เพื่อบอกจุดสิ้นสุดโปรแกรม
🔻<HEAD> </HEAD>     ⇛       คำสั่ง <HEAD> คือคำสั่งบอกส่วนที่เป็นชื่อเรื่อง โดยมีคำสั่งย่อย                                                        <TITLE> อยู่ภายใน
🔺<TITLE> </TITLE>     ⇛        คำสั่ง <TITLE> คือคำสั่งบอกชื่อเรื่อง จะไปปรากฏที่ Title Bar
🔻<BODY> </BODY>     ⇛       คำสั่ง <BODY> คือคำสั่งบอกส่วนเนื้อเรื่อง ที่จะถูกแสดงผลในเวป
                                                 บราวเซอร์ ประกอบด้วยรูปภาพ ตัวอักษร ตาราง เป็นต้น


⦽คำสั่งรูปแบบตัวอักษร⦽



🔺<font size = "3">............ </font>  ⇛  ขนาดตัวอักษร
🔻<font color = "red"> ...........</font>  ⇛  สีตัวอักษร
🔺<font face = "Arial"> ............</font> ⇛  รูปแบบตัวอักษร
🔻<besefont size = "2"> ............. </font>  ⇛  กำหนดค่าเริ่มต้นของขนาดตัวอักษร
🔺<b> ............... </b> ⇛   ตัวอักษรหนา
🔻<i> ............... </i>   ⇛   ตัวอักษรเอน
🔺<u> ................... </u>   ⇛  ขีดเส้นใต้ตัวอักษร
🔻<h1> ......</h1>   ⇛   เป็นแท็กสำหรับกำหนดหัวข้อให้เป็นตัวอักษรขนาดใหญ่สุดถึงเล็กสุดกำหนดใด
                                   ไม่เกิน 6 
🔺<br>     ⇛    ขึ้นบรรทัดใหม่ 
🔻<hr>     ⇛    ขีดเส้นคั่น 
🔺 <P>   ⇛    เว้นเป็นย่อหน้าใหม่โดยจะเว้นบรรทัดให้ 1 บรรทัดด้วย
🔻<BIG>  ⇛  เพิ่มขนาดตัวอักษรขึ้น 1 ระดับ

⦽การแสดงผลแบบรายการแบบมีหมายเลขกำกับ⦽

<OL value = "1" > 
<LI> รายการที่ 1 
<LI> รายการที่ 2 
</OL> 
การแสดงผลแบบรายการ ใช้คำสั่ง <OL> เป็นเริ่มและปิดท้ายด้วย </OL> ส่วนคำสั่ง <LI> เป็นตำแหน่งของรายการที่ต้องการนำเสนอ เราสามารถกำหนดให้แสดงผลรายการได้หลายแบบเช่น เรียงลำดับ 1,2,3... หรือ I,II,III... หรือ A,B,C,... ได้ทั้งนี้จะต้องเพิ่มคำสั่งเข้าไปที่ <OL value = "A"> เป็นต้น

⦽การแสดงผลแบบรายการแบบมีสัญลักษณ์กำกับ⦽

<UL type = "square"> 
<LI> รายการที่ 1 
<LI> รายการที่ 2 
</UL> 
การแสดงผลแบบรายการ ใช้คำสั่ง <UL> เป็นเริ่มและปิดท้ายด้วย </UL> ส่วนคำสั่ง <LI> เป็นตำแหน่งของรายการ ที่ต้องการนำเสนอ เราสามารถกำหนดให้แสดงผลรายการแบบต่างๆ ดังต่อไปนี้ 
- รูปวงกลมทึบ "disc" 
- รูปวงกลมโปร่ง "circle" 
- รูปสี่เหลี่ยม "square" 
ได้ทั้งนี้จะต้องเพิ่มคำสั่งเข้าไปที่ <UL type = "square"> เป็นต้น

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

ใบงานที่6 html

ใบงานที่ 6 HTML

  • HTML ( Hypertext Markup Language ) 
🔻 เป็นภาษาคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ที่มีโครงสร้างการเขียนโดยอาศัยตัวกำกับ (Tag) ควบคุมการแสดงผลข้อความ รูปภาพ หรือวัตถุ อื่น ๆ ผ่านโปรแกรมเบราเซอร์ แต่ละ Tag อาจจะมีส่วนขยาย เรียกว่า Attribute สำหรับระบุ หรือควบคุมการแสดงผล ของเว็บได้ด้วย HTML เป็นภาษาที่ถูกพัฒนาโดย World Wide Web Consortium (W3C) จากแม่แบบของภาษา SGML (Standard Generalized Markup Language) โดยตัดความสามารถบางส่วนออกไป เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ได้ง่าย และด้วยประเด็นดังกล่าว ทำให้บริการ www เติบโตขยายตัวอย่างกว้างขวาง 

Tag เป็นลักษณะเฉพาะของภาษา HTML ใช้ในการระบุรูปแบบคำสั่ง หรือการลงรหัสคำสั่ง HTML ภายในเครื่องหมาย less-than bracket (<) และ greater-than bracket (>) 

  • คำสั่ง หรือ Tag
🔺 Tag เป็นลักษณะเฉพาะของภาษา HTML ใช้ในการระบุรูปแบบคำสั่ง หรือการลงรหัสคำสั่ง HTML ภายในเครื่องหมาย less-than bracket ( < ) และ greater-than bracket ( > ) โดยที่ Tag HTML แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ 

Tag เดี่ยว เป็น Tag ที่ไม่ต้องมีการปิดรหัส เช่น <HR>, <BR> เป็นต้น

Tag เปิด/ปิด รูปแบบของ tag นี้จะเป็นแบบ <tag> .... </tag> โดยที่ 

<tag> เราเรียกว่า tag เปิด

</tag> เราเรียกว่า tag ปิด
1. Attributes
🔽 Attributes เป็นตัวบอกรายละเอียดของ tag นั้นเช่น <span align = 'left'> ... </span> เป็นการบอกว่าให้อักษรที่อยู่ใน tag นี้ชิดซ้าย

2. not case sensitive 
🔼 หมายถึง คุณจะพิมพ์ <BR> หรือ <br> ก็ได้ ผลลัพธ์ออกมาไม่ต่างกัน
  • โครงสร้างของหลักของ HTML 
🔃 โครงสร้างหลักของ HTML ก็จะเริ่มด้วย <html> และจบด้วย </html> เสมอ ซึ่งชุดคำสั่งที่ใช้จะแยกเป็น 2 ส่วนคือ 
1. head คำสั่งที่อยู่ในส่วนนี้จะใช้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับ web page ซึ่งจะไม่แสดงผลที่ web page โดยตรง

2. body คำสั่งที่อยู่ในส่วนนี้จะใช้ในการจัดรูปแบบตัวอักษร จัดหน้า ใส่รูปภาพ ซึ่งตัวอักษรในส่วนนี้จะแสดงที่ web brower โดยตรง

Source Code
<html> <head> คำสั่งในหัวข้อของ head </head> <body> คำสั่งในหัวข้อของ body ในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ใช้แสดงผล </body> </html>
1. คำสั่งในหัวข้อของ head (Head Section)Head Sction เป็นส่วนที่ใช้อธิบายเกี่ยวกับข้อมูลเฉพาะของหน้าเว็บนั้นๆ เช่น ชื่อเรื่องของหน้าเว็บ (Title), ชื่อผู้จัดทำเว็บ (Author), คีย์เวิร์ดสำหรับการค้นหา (Keyword) โดยมี Tag สำคัญ คือ
Source Code
<HEAD> <TITLE>ข้อความอธิบายชื่อเรื่องของเว็บ</TITLE> <META HTTP-EQUIV="Content-Type" CONTENT="text/html; charset=utf-8"> <META NAME="Author" CONTENT="ชื่อผู้พัฒนาเว็บ"> <META NAME="KeyWords" CONTENT="ข้อความ 1, ข้อความ 2 "> </HEAD>
⦽ TITLE
ข้อความที่ใช้เป็น TITLE ไม่ควรพิมพ์เกิน 64 ตัวอักษร, ไม่ต้องใส่ลักษณะพิเศษ เช่น ตัวหนา, เอียง หรือสี โดยข้อความในส่วนนี้จะแสดงผลใน title bar ของ web browser 

⦽ META
Tag META จะไม่ปรากฏผลบนเบราเซอร์ แต่จะเป็นส่วนสำคัญ ในการจัดอันดับบัญชีเว็บ สำหรับผู้ให้บริการสืบค้นเว็บ (Search Engine เช่น google , yahoo) 


⦽ KEYWORD ดังภาพด้านบนจะเห็นว่าเราสามารถใช่ keywords มากกว่า 1 คำได้โดยใช้เครื่องหมาย (,) ในการคั่นระหว่างคำ
⧪การพิมพ์ชุดคำสั่ง HTML สามารถพิมพ์ได้ทั้งตัวพิมพ์เล็ก ตัวพิมพ์ใหญ่ หรือผสม การย่อหน้า เว้นบรรทัด หรือช่องว่าง สามารถกระทำได้อิสระ โปรแกรมเบราเซอร์จะไม่สนใจเกี่ยวกับระยะเว้นบรรทัดหรือย่อหน้า หรือช่องว่าง
2. คำสั่งในส่วนของ (Body Section)
Body Section เป็นส่วนเนื้อหาหลักของหน้าเว็บ ซึ่งการแสดงผลจะต้องใช้ Tag จำนวนมาก ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล เช่น ข้อความ, รูปภาพ, เสียง, วีดิโอ หรือไฟล์ต่างๆ 

➤ ส่วนเนื้อหาเอกสารเว็บ เป็นส่วนการทำงานหลักของหน้าเว็บ ประกอบด้วย Tag มากมายตามลักษณะของข้อมูล ที่ต้องการนำเสนอ การป้อนคำสั่งในส่วนนี้ ไม่มีข้อจำกัดสามารถป้อนติดกัน หรือ 1 บรรทัดต่อ 1 คำสั่งก็ได้ แต่มักจะยึดรูปแบบที่อ่านง่าย คือ การทำย่อหน้าในชุดคำสั่งที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้ให้ป้อนคำสั่งทั้งหมดภายใต้ Tag <BODY> </BODY> และแบ่งกลุ่มคำสั่งได้ดังนี้ 
⦽ กลุ่มคำสั่งเกี่ยวกับการจัดรูปแบบเอกสาร 
⦽ กลุ่มคำสั่งจัดแต่ง/ควบคุมรูปแบบตัวอักษร 
⦽ กลุ่มคำสั่งการทำเอกสารแบบรายการ (List) 
⦽ กลุ่มคำสั่งเกี่ยวกับการทำลิงค์ 
⦽ กลุ่มคำสั่งจัดการรูปภาพ 
⦽ กลุ่มคำสั่งจัดการตาราง (Table) 
⦽ กลุ่มคำสั่งควบคุมเฟรม 
⦽ กลุ่มคำสั่งอื่นๆ 
⦽ ในบทต่อไปจะเป็นคำสั่งที่อยู่ในส่วนของ Body section ทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

ใบงานที่ 5 ภาษาคอมพิวเตอร์

ใบงานที่ 5 ภาษาคอมพิวเตอร์

  • ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายความว่า

→ มนุษย์ ใช้ภาษาในการสื่อสารมาตั้งแต่สมัยโบราณ การใช้ภาษาเป็นเรื่องที่มนุษย์พยายามถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกต่าง ๆ เพื่อการโต้ตอบและสื่อความหมาย ภาษาที่มนุษย์ใช้ติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน ต่างเรียกว่า “ภาษาธรรมชาติ” (Natural Language) เพราะมีการศึกษา ได้ยิน ได้ฟัง กันมาตั้งแต่เกิดการใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ทำงานตามที่ต้องการ จำเป็นต้องมีการกำหนดภาษา สำหรับใช้ติดต่อสั่งงานกับคอมพิวเตอร์ ภาษาคอมพิวเตอร์จะเป็น ”ภาษาประดิษฐ์” (Artificial Language) ที่มนุษย์คิดสร้างมาเอง เป็นภาษาที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะ มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวและจำกัด คืออยู่ในกรอบให้ใช้คำและไวยากรณ์ที่กำหนดและมีการตีความหมายที่ชัดเจน จึงจัดภาษาคอมพิวเตอร์เป็นภาษาที่มีรูปแบบเป็นทางการ (Formal Language) ต่างกับภาษาธรรมชาติที่มีขอบเขตกว้างมาก ไม่มีรูปแบบตายตัวที่แน่นอน  กฎเกณฑ์ของภาษาจะขึ้นกับหลักไวยากรณ์และการยอมรับของกลุ่มผู้ใช้นั้น ๆ 
  • ภาษาคอมพิวเตอร์อาจแบ่งได้เป็น 3 ระดับ 
คือ ภาษาเครื่อง (Machine Language) ภาษาระดับต่ำ (Low Level Language) ภาษาระดับสูง (High Level Language)
          

1.  ภาษาเครื่อง (Machine Language)

⇒ การเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานในยุคแรก ๆ จะต้องเขียนด้วยภาษาซึ่งเป็นที่ยอมรับของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า “ภาษาเครื่อง” ภาษานี้ประกอบด้วยตัวเลขล้วน ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ทันที ผู้ที่จะเขียนโปรแกรมภาษาเครื่องได้ ต้องสามารถจำรหัสแทนคำสั่งต่าง ๆ ได้ และในการคำนวณต้องสามารถจำได้ว่าจำนวนต่าง ๆ ที่ใช้ในการคำนวณนั้นถูกเก็บไว้ที่ตำแหน่งใด ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมจึงมีมาก นอกจากนี้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละระบบมีภาษาเครื่องที่แตกต่างกันออก ทำให้เกิดความไม่สะดวกเมื่อมีการเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์เพราะจะต้องเขียน โปรแกรมใหม่ทั้งหมด


2.  ภาษาระดับต่ำ (Low Level Language)
⇒ เนื่อง จากภาษาเครื่องเป็นภาษาที่มีความยุ่งยากในการเขียนดังได้กล่าวมาแล้ว จึงไม่มีผู้นิยมและมีการใช้น้อย ดังนั้นได้มีการพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์ขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นรหัสแทนการทำงาน การใช้และการตั้งชื่อตัวแปรแทนตำแหน่งที่ใช้เก็บจำนวนต่าง ๆ ซึ่งเป็นค่าของตัวแปรนั้น ๆ การใช้สัญลักษณ์ช่วยให้การเขียนโปรแกรมนี้เรียกว่า “ภาษาระดับต่ำ”ภาษาระดับต่าเป็นภาษาที่มีความหมายใกล้เคียงกับภาษาเครื่อง มากบางครั้งจึงเรียกภาษานี้ว่า  “ภาษาอิงเครื่อง” (Machine – Oriented Language) ตัวอย่างของภาษาระดับต่ำ  ได้แก่ ภาษาแอสเซมบลี เป็นภาษาที่ใช้คำในอักษรภาษาอังกฤษเป็นคำสั่งให้เครื่องทำงาน เช่น ADD หมายถึง บวก SUB หมายถึง ลบ เป็นต้น การใช้คำเหล่านี้ช่วยให้การเขียนโปรแกรมง่ายขึ้นกว่าการใช้ภาษาเครื่องซึ่ง เป็นตัวเลขล้วน ดังตารางแสดงตัวอย่างของภาษาระดับต่ำและภาษาเครื่องที่สั่งให้มีการบวกจำนวน ที่เก็บอยู่ในหน่วยความจำ

3.  ภาษาระดับสูง (High Level Language)

⇒ ภาษา ระดับสูงเป็นภาษาที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเขียนโปรแกรม กล่าวคือลักษณะของคำสั่งจะประกอบด้วยคำต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้อ่านสามารถเข้าใจความหมายได้ทันที ผู้เขียนโปรแกรมจึงเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงได้ง่ายกว่าเขียนด้วยภาษาแอ สเซมบลีหรือภาษาเครื่อง ภาษาระดับสูงมีมากมายหลายภาษา อาทิเช่น ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN) ภาษาโคบอล (COBOL) ภาษาปาสคาล (Pascal) ภาษาเบสิก(BASIC) ภาษาวิชวลเบสิก (Visual Basic) ภาษาซี (C) และภาษาจาวา (Java) เป็นต้น โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงแต่ละภาษาจะต้องมีโปรแกรมที่ทำหน้าที่แปล ภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง เช่น โปรแกรมแปลภาษาฟอร์แทรนเป็นภาษาเครื่อง โปรแกรมแปลภาษาปาสคาลเป็นภาษาเครื่อง คำสั่งหนึ่งคำสั่งในภาษาระดับสูงจะถูกแปลเป็นภาษาเครื่องหลายคำสั่ง 
  • ภาษาระดับสูงที่จะกล่าวถึงในที่นี้ ได้แก่


1)  ภาษาฟอร์แทรน (FORmula TRANstation : FORTRAN)



⇒ จัดเป็นภาษาระดับสูงที่เก่าแก่ที่สุด ได้รับการคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรก ราว พ.ศ. 2497 โดยบริษัท ไอบีเอ็ม เป็นภาษาที่เหมาะสำหรับงานที่ต้องการการคำนวณ เช่น งานทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และงานวิจัยต่าง ๆ เนื่องจากแนวคิดในการเขียนโปรแกรมในระยะหลังนี้เปลี่ยนมานิยมการเขียนโปรแกรมแบบโครงสร้างมากขึ้น ลักษณะของคำสั่งภาษาฟอร์แทรนแบบเดิมไม่เอื้ออำนวยที่จะให้เขียนได้ จึงมีการปรับปรุงโครงสร้างของภาษาฟอร์แทรนให้สามารถเขียนโปรแกรมแบบโครงสร้างขึ้นมาได้ในปี พ.ศ. 2509 เรียกว่า FORTRAN 66 และในปี พ.ศ. 2520 สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (American National Standard Institute หรือ ANSI) ได้ปรับปรุง FORTRAN 66 และยอมรับให้เป็นภาษาฟอร์แทรนที่เป็นมาตรฐาน เรียกว่า FORTRAN 77 ใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีตัวแปลภาษานี้

2)  ภาษาโคบอล (Common Business Oriented Language : COBOL)


⇒ เป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นในราว พ.ศ. 2502  ต่อมาได้รับการปรับปรุงจากคณะกรรมการซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วยงานธุรกิจและรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา เป็นภาษาโคบอลมาตรฐานในปี พ.ศ.2517 เป็นภาษาที่เหมาะสมสำหรับงานด้านธุรกิจ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ส่วนมากมีโปรแกรมแปลภาษาโคบอล

3)  ภาษาเบสิก (Beginner’s All – purpose Symbolic Instruction Code : BASIC)


⇒ เป็นภาษาที่ได้รับการคิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่วิทยาลัยดาร์ทมัธ (Dartmouth College) และเผยแพร่เป็นทางการในปี พ.ศ. 2508ภาษาเบสิกเป็นภาษาที่สร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้สอนเพื่อใช้สอนเขียนโปรแกรมแทนภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาอื่น เช่น ภาษาฟอร์แทรน ซึ่งมีขนาดใหญ่และต้องใช้หน่วยความจำสูงในการทำงาน ซึ่งไม่เหมาะกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น ภาษาเบสิกเป็นภาษาที่มีขนาดเล็ก เป็นตัวแปลภาษาชนิดที่เรียกว่าอินเทอร์พรีเตอร์
นอกจากนี้    ภาษาเบสิกเป็นภาษาที่ง่ายต่อการเขียน    ซึ่งผู้เขียนจะสามารถนำไปประยุกต์กับการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทุกสาขาวิชา    ผู้ที่เพิ่งฝึกเขียนโปรแกรมใหม่ ๆ หรือผู้ที่ไม่ใช่นักเขียนโปรแกรมมืออาชีพ แต่เป็นเพียงวิศวกรหรือนักวิจัย จะสามารถหัดเขียนโปรแกรมภาษาเบสิกได้ในเวลาไม่นานนัก ปกติภาษาเบสิกส่วนใหญ่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์


4) ภาษาปาสคาล (Pascal)


⇒ ตั้งชื่อตามนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องคิดเลขโดยใช้เฟืองหมุน ภาษาปาสคาลคิดขึ้นในปี พ.ศ. 2514 โดยนิคลอส เวียซ (Niklaus Wirth) ศาสตราจารย์วิชาคอมพิวเตอร์ชาวสวิต ภาษาปาสคาลได้รับการออกแบบให้ใช้ง่ายและมีโครงสร้างที่ดี จึงเหมาะกับการใช้สอนหลักการเขียนโปรแกรม ปัจจุบันภาษาปาสคาลยังคงได้รับความนิยมใช้ในการเรียนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

5)  ภาษาซีและซีพลัสพลัส (C และ C++)


⇒ ภาษาซีเป็นภาษาที่พัฒนาจากห้องปฏิบัติการเบลล์ของบริษัทเอทีแอนด์ทีในปี พ.ศ. 2515 หลังจากที่พัฒนาขึ้นได้ไม่นาน ภาษาซีก็กลายเป็นภาษาที่นิยมในหมู่นักเขียนโปรแกรมมาก และมีใช้งานในเครื่องทุกระดับ ทั้งนี้เนื่องจากภาษาซีได้รวมเอาข้อมูลของภาษาระดับสูงและภาษาระดับต่ำเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือเป็นภาษาที่มีไวยากรณ์ที่เข้าใจง่าย ทำให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายเช่นเดียวกับภาษาระดับสูงทั่วไป แต่ประสิทธิภาพและความเร็วในการทำงานดีกว่ามาก เนื่องจากมีการทำงานเหมือนภาษาระดับต่ำ สามารถทำงานได้ในระดับที่เป็นการควบคุมฮาร์ดแวร์ได้มากกว่าภาษาระดับสูงอื่น ๆ ดังจะเห็นว่าภาษาซีเป็นภาษาที่สามารถพัฒนาระบบปฏิบัติการได้ เช่น ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์
นอกจากนี้เมื่อแนวคิดของการเขียนโปรแกรมแบบเชิงวัตถุ (Object Oriented Programming : OOP) ได้เข้ามามีบทบาทในวงการคอมพิวเตอร์มากขึ้น ภาษาซีก็ยังได้รับการพัฒนาโดยประยุกต์ใช้กับการเขียนโปรแกรมดังกล่าว เกิดเป็นภาษาใหม่ชื่อว่า “ภาษาซีพลัสพลัส” (C++)



6)  ภาษาวิชวลเบสิก (Visual Basic)


⇒ เป็นภาษาที่พัฒนาต่อมาจากภาษาเบสิก  ใช้ไวยากรณ์บางส่วนของภาษาเบสิกในการเขียนโปรแกรม   แต่มีแนวคิดและวิธีการพัฒนาโปรแกรมที่แตกต่างจากภาษาเบสิกโดยสิ้นเชิง รวมทั้งการใช้เนื้อที่ในหน่วยความจำก็แตกต่างกันมาก ทั้งนี้เนื่องจากภาษาวิชวลเบสิกใช้แนวคิดที่ต่างออกไป

7)  การเขียนโปรแกรมแบบจินตภาพ (Visual Programming)



⇒ ภาษานี้พัฒนาขึ้นโดยบริษัทไมโครซอฟต์ออกแบบเพื่อเขียนโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้บนระบบปฏิบัติการแบบจียูไอ เช่น ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์ มีการติดต่อกับผู้ใช้โดยใช้รูปภาพ การเขียนโปรแกรมทำได้ง่ายกว่าการเขียนโปรแกรมแบบเก่ามาก

8)  ภาษาจาวา (Java)


⇒ พัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2534 โดยบริษัทซันไมโครซิสเตมส์ เป็นภาษาที่ได้รับความนิยมสูงมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นภาษาที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเขียนโปรแกรมและใช้งานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกประเภทและระบบปฏิบัติการทุกรูปแบบ ในช่วงแรกที่เริ่มมีการนำภาษาจาวามาใช้งานจะเป็นการใช้งานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นภาษาที่เน้นการทำงานบนเว็บ แต่ปัจจุบันสามารถสามารถนำมาประยุกต์สร้างโปรแกรมใช้งานทั่วไปได้
นอกจากนี้ เมื่อเทคโนโลยีของการสื่อสารก้าวหน้าขึ้น จนกระทั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ปาล์มท็อป หรือ แม้แต่โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตและใช้งานระบบเวิลด์ไวด์เว็บได้ ภาษาจาวาก็สามารถสร้างส่วนที่เรียกว่า “แอปเพล็ต” (Applet) ให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่กล่าวข้างต้น เรียกใช้งานจากเครื่องที่เป็นแม่ข่าย (Server) ได้


9)  ภาษาเดลฟาย (Delphi)


⇒ เป็นภาษาที่ได้รับความนิยมภาษาหนึ่ง แนวคิดในการเขียนโปรแกรมภาษาเดลฟายเหมือนกับแนวคิดในการเขียนโปรแกรมภาษาวิชวลเบสิก คือเป็นการเขียนโปรแกรมเชิงจินตภาพ แต่ภาษาพื้นฐานที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมจะเป็นภาษาปาสคาล  ในการเขียนโปรแกรมเชิงจินตภาพนี้มีคอมโพเนนต์ (Component) ที่สามารถใช้เป็นส่วนประกอบเพื่อสร้างส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เป็นแบบกราฟิก ทำให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนามีความน่าสนใจและใช้งานง่ายขึ้น การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาเดลฟายจึงเป็นที่นิยมในการนำไปพัฒนาเป็นโปรแกรมใช้งานมาก รวมทั้งภาษาปาสคาลเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะแก่การนำมาใช้สอนเขียนโปรแกรม


#แหล่งอ้างอิง

https://sites.google.com/site/programcomputer56/home/phasa-khxmphiwtexr
https://pajareeblog.wordpress.com/home

ตัวอย่างรูปเล่มโครงงานคอมพิวเตอร์

ตย.รูปเล่มโครงงานคอมพิวเตอร์ https://www.slideshare.net/khemjirap/asean-world-41540598